การหลุดพ้นจาก ตัณหา มานะ ทิฎฐิ
โอวาทธรรม สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานล้วนๆ เมื่อมีสัมมาสมาธิแล้ว ยถาภูตญาณทัสสนะ คือตัวปัญญาที่รู้เห็นรูปนาม ตามความเป็นจริง คือเห็นรูปนามมีความเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา เห็นรูป นามมีลักษณะที่เสมอเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปนามของเราหรือ รูปนามของบุคคลอื่น ก็ตกอยู่ในลักษณะ 3 ประการคือ ไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ ทนได้ยาก และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน บุคคลเราเขา ไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย ไม่อยู่ในอำนาจที่จะบังคับ บัญชาได้
ผู้ที่มียถาภูตญาณทัสสนะ คือ ตัวปัญญา รู้เห็นรูปนาม ตามความเป็นจริงตามที่กล่าวแล้ว วิมุตติญาณทัสสนะการรู้การ เห็นความหลุดพ้น ย่อมเกิดมี การรู้การเห็นความหลุดพ้นในที่นี้ ชื่อเรียกว่า “วิมุตติญาณทัสสนะ” เพราะรู้ว่าจิตของตนเองนั้น หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลายแล้ว...หลุดพ้นจาก ตัณหา มานะ และทิฎฐิ ทั้งสามประการ
"ตัณหา" คือความอยาก ในที่นี้หมายถึงความอยากที่จะปฏิบัติธรรม และความอยากที่จะบรรลุธรรม เมื่อมีความอยากก็เกิดการกระทำตาม อำนาจของความอยากต่างๆ นานา ตรงกับคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ตัณหาเป็นผู้สร้างภพ" คือสร้างความปรุงแต่งหรือการงานทางใจที่เรียกว่า "กรรมภพ' ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพียรทำอะไรบางอย่างเพื่อละอกุศล และการเพียรทำอะไรบางอย่างเพื่อเจริญกุศล เช่นการพยายามทำสติ สมาธิ ปัญญา และวิมุตติให้เกิดขึ้น โดยเชื่อว่าถ้ามีความเพียรปฏิบัติและสร้างความปรุงแต่งฝ่ายกุศลให้เต็มที่แล้ว จะรู้ธรรมได้ในที่สุด..
"มานะ" คือความถือตัวว่าเรารู้ดีแล้ว เราเก่งแล้ว หรือผู้แสดงธรรมท่านอื่นก็รู้พอๆ กันกับเรา หรือเรามันโง่เขลาเบาปัญญาไม่มีทางที่จะเรียนรู้ธรรมได้เลย
"ทิฏฐิ" คือการมีความเชื่อมั่นหรือปักใจเชื่อในแนวทางปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดที่มีอยู่เดิม คิดว่าแนวทางของเราที่ทำอยู่นี้เท่านั้นถูกต้อง แนวทางอื่นๆ ไม่ถูกต้อง ความรู้สึกอย่างนี้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างมาก พอได้ฟังสิ่งใดที่ขัดแย้งหรือแตกต่างจากความเชื่อเดิมก็เกิดโทสะเสียแล้ว ทำให้การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ของตนเองทำไม่ได้ หรือพอได้รับฟังสิ่งใหม่ๆ ก็คิดเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ขาดความตั้งใจมั่นที่จะศึกษาสิ่งใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้เองพวกเราจึงควรทำตนให้เป็นเสมือน ถ้วยชาที่ว่างเปล่าเสียก่อน จึงจะเข้าใจในสิ่งที่ รับรู้และรับฟัง สิ่งใหม่ๆ ได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น